|
ตักบาตรดอกไม้-สระบุรีย้อนตำนาน |
|
Written by Administrator
|
|
Wednesday, 28 July 2010 |
|

งานประเพณีตักบาตรดอกไม้ ประจำปี 2553 ระหว่างวันที่ 25 - 27 กรกฎาคม 2553 ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี กำหนดการจัดงานประเพณีตักบาตรดอกไม้ .... ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 เวลา 15.00 น. .... ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ( วันอาสาฬหบูชา ) เวลา 10.00 น. และ 14.00 น. .... แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ( วันเข้าพรรษา ) เวลา 10.00 น. และ 14.00 น.
ประเพณีตักบาตรดอกไม้และถวายเทียนพรรษา จังหวัดสระบุรี ประจำปี 2553 นับว่าเป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัดสระบุรี และมีแห่งเดียวของประเทศไทย โดยถือเอาวันเข้าพรรษา วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี จะมีประชาชนผู้เฒ่า ผู้แก่ และคนหนุ่มสาวทั่วไป ต่างพากันไปทำบุญตักบาตรเนื่องในวันเข้าพรรษาที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ซึ่งตามประเพณีชาวพุทธทั้งหลาย เมื่อเสร็จจากการทำบุญตักบาตรในตอนเช้าแล้ว ประชาชนโดยทั่วไปก็จะพากันไปเก็บดอกไม้ชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายต้นกระชายหรือต้นขมิ้น มีสีสันเป็นดอกสีเหลืองหรือสีขาวเรียกว่า "ดอกเข้าพรรษา" ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นตามไหล่เขา และจะมีเฉพาะช่วงเข้าพรรษา โดยจะมีการตักบาตรดอกไม้ในตอนบ่ายของวันเข้าพรรษา บริเวณวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท  
พระสงฆ์จะเดินเป็นสองสายเพื่อรับบิณฑบาตดอกไม้จากประชาชน มีรถพระพุทธรูปนำหน้า ประชาชนที่รออยู่สองฟากทางจะใส่ดอกไม้ในบาตรที่รถพระพุทธรูปก่อน แล้วจึงใส่บาตรของพระสงฆ์ซึ่งนำโดยพระธรรมปิฎก เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทฯ เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี ขบวนของพระสงฆ์จะมุ่งหน้าสู่พระมณฑปทางประตู เสด็จขึ้นทางบันไดนาคสามสาย เพื่อสวดมนต์นมัสการบูชารอยพระพุทธบาท จากนั้นจะลงจากพระมณฑปทางด้านบันไดนาคเจ็ดเศียร ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือ ในขณะที่ลงบันไดนี้จะเกิดประเพณีหนึ่งซึ่งปฏิบัติสืบทอดกันมา คือ ประเพณีล้างเท้าพระ "ประเพณีล้างเท้าพระ"  ประชาชนเมื่อใส่บาตรดอกไม้แล้วจะนำขันซึ่งใส่ดอกไม้มา ไปใส่น้ำและ เตรียมมาเข้าแถวทางบันไดด้านนี้ เพื่อรอล้างเท้าพระสงฆ์ที่ลงมาจากพระมณฑปเพื่อเข้าสู่พระอุโบสถ นำดอกไม้ไปบูชาพระประธานและอธิษฐานสวดมนต์เข้าพรรษา ต่อจากนั้นประชาชนก็ทยอยกัน กลับบ้าน ด้วยความ อิ่มเอิบ ในผลบุญ ที่ได้กระทำใน วันนี้ งานประเพณีตักบาตรดอกไม้ได้มีการฟื้นฟูส่งเสริม และพัฒนาตามลำดับนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นปีส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย งานประเพณีตักบาตรดอกไม้ จึงเพิ่มสีสันให้ดูดีขึ้นตามยุคสมัย การเก็บดอกเข้าพรรษา เอง เช่น ครั้งอดีต ก็ดูจะเลือนไปเพราะปัจจุบัน มีผู้ประกอบการไปจัดหา และจัดนำมาจำหน่ายเป็นความสะดวกประการหนึ่ง ดังนั้นในส่วนของคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์บางประการ ดูจะลดน้อย และขาดหายไป เช่น ความร่วมมือร่วมแรงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การแบ่งปัน ถ้าพิจารณาดูให้ดี จะเห็นว่า กุศโลบาย ของบรรพบุรุษ เรา ได้กำหนดวิธีการ ไว้แยบคายนักที่จะให้กุลบุตรกุลธิดามีจิตใจอ่อนโยนเข้าวัดตามผู้ใหญ่ ดังที่พบเห็น จากหลายๆ ประเพณีในอดีต เช่น การก่อพระเจดีย์ทราย เป็นการขนทรายเข้าวัด ประเพณีแข่งเรือ เป็นการสร้างความสามัคคี ความเข้มแข็งและความอดทน เป็นต้น หากชาวพระพุทธบาท ได้ช่วยกันรักษาประเพณีตักบาตรดอกไม้ไว้ ก็จะเป็นการอนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรมอันมีค่านี้ ให้คงอยู่สืบไปตราบนานเท่านาน
 ก่อนที่พระสงฆ์จะออกรับบาตรดอกไม้นั้น ประชาชนจะได้ดูริ้วขบวนที่สวยงามตื่นตาตื่นใจริ้วขบวนประกอบไปด้วยรถบุปผาชาติซึ่งแต่ละหน่วยงานจะจัดตกแต่งอย่างวิจิตร อลังการ มีทั้งประเภทความคิด ประเภทสวยงามและการอนุรักษ์ต่างๆ นอกจากรถบุปผาชาติแล้วแต่ละหน่วยงาน ยังจัดริ้วขบวนที่สื่อความหมายบอกให้ทราบถึง เอกลักษณ์ในท้องถิ่นของตน เมื่อขบวนเคลื่อนมาจะมีการตัดสินรถบุปผาชาติที่ชนะจะได้รับเงินรางวัล และถ้วยเกียรติยศ ปัจจุบันทางราชการกำหนดให้ประเพณีตักบาตรดอกไม้ที่อำเภอพระพุทธบาท เป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลก มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมรับผิดชอบเช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์วัฒนธรรมประเพณี เป็นต้น นอกจากจะมีริ้วขบวนที่ยิ่งใหญ่แล้ว คณะกรรมการจัดงานยังจัดให้มี การประกวดธิดาตักบาตรดอกไม้เพื่อเพิ่มสีสันให้กับงานอีกด้วย กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ จะเสร็จสิ้นแล้วเสร็จก่อนเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ นาฬิกา เพื่อพระสงฆ์จะได้รับบิณฑบาตดอกไม้ อันที่จริง การถวายดอกไม้หรือการนำดอกไม้ไปบูชาพระจะกระทำเมื่อใดก็ได้แต่ชาวพระพุทธบาทปฏิบัติสืบต่อกันมาในวันเข้าพรรษา ทั้งนี้เพราะว่าฤดูฝนดอกเข้าพรรษาจะออกดอก เจตนารมย์ของชาวพระพุทธบาท แต่เดิมพากันนำดอกไม้ไปคอยถวายพระสงฆ์ ที่กำลังขึ้นไปทำพิธีอธิษฐานเข้าพรรษา ได้มีดอกไม้บูชาพระ เป็นเจตนาที่ทำเพื่อเอาบุญโดยแท้และเดิมก็มีผู้คนจำนวนไม่มาก ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน นี่คือมรดกที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ของคนท้องถิ่นนับเป็น ประเพณีอันเก่าแก่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ยิ่ง ปีหนึ่งมีครั้งเดียว และแห่งเดียว ที่วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร |
|
Last Updated ( Wednesday, 28 July 2010 )
|